วันศุกร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

ผัดผักสุดฮอต…จริงๆ ถั่วแขกผัดพริก

หนึ่งในความสุขของเมย์ คือ การได้ไปกินอาหารในร้านใหม่ที่น่าสนใจ ความน่าสนใจนี้จะเป็นความอร่อยหรือความแปลกใหม่ได้ทั้งนั้น วิธีที่เค็กใช้เลือกนั้นมาจากสื่อชนิดต่างๆ การฟังจากเพื่อนรักนักชิมทั้งหลาย หรือไม่ก็การพบเห็นเอาเอง ในความน่าสนใจนี้ก็มีเหมือนกันค่ะที่เราเลือกผิดสุดๆ จนต้องแอบมาต้มบะหมี่ซองกินตอนดึกๆ แต่ก็มีอีกเหมือนกันที่เจอแจ็กพอต

การไปร้านต่างๆ ก็คือ การได้ไปเที่ยว เพราะบางทีสิ่งที่เราได้นั้นมีมากกว่าอาหารอร่อยนะคะ เมย์เคยหลงเข้าไปในร้านอาหารจีนไต้หวัน บรรยากาศเหมือนอยู่ต่างประเทศเลยละค่ะ…เพราะเหตุผลเดียวเลยละค่ะ ไม่มีใครในร้านที่พูดภาษาไทยรู้เรื่อง ! เวลาสั่งอาหารนั้นเรามีทางเลือกเดียวคือใช้นิ้วจิ้มในเมนูภาษาไทยที่แปลมาผิดๆ ถูกๆ บางคนอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปสำหรับอาหารมื้อหนึ่ง แต่เมย์ว่าออกจะสนุกดี เหมือนได้ไปเที่ยวเมืองนอกแบบไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน (ยิ่งตอนนี้ราคาตั๋วเครื่องบินนั้นเกินบรรยาย… แล้วอย่าลืมค่าน้ำมันที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกนะ) เคล็ดลับการไปร้านอาหารที่เราพูดภาษาไม่รู้เรื่อง คือ เราต้องเปิดใจให้กว้างไว้ อย่าถามว่า “เกี๊ยวน้ำ” ที่เราสั่งมาทำไมไม่มีน้ำซุปเลย… แต่กลายเป็นเกี๊ยวหมูลวกมาบนจานให้จิ้มกับซีอิ๊ว ให้ทำแบบคนตะกละคือลองกินเลย !

ระหว่างการใช้นิ้วจิ้มมั่วซั่วสั่งอาหารอยู่นั้น เมย์เหลือบไปเห็นเมนู “ถั่วแขกผัดพริก” ที่ฟังดูแปลกดี ก็เลยต้องลองสั่งดู อาหารมาถึงโต๊ะนั้นเป็นถั่วแขกสีเขียวคลุกเคล้ากับพริกที่แดงสีสดและกระเทียมสับ เมย์ก็ทำตามแบบแนะนำเลยค่ะคือลองกินทันที โอ้โหอย่าให้พูดเลยละค่ะ… ถั่วที่เขียวที่ดูไม่มีพิษภัยนั้นเกือบทำให้ปากระเบิดเลยค่ะ… ร้อนสุดๆ หลังจากที่ทำใจได้ใหม่ แล้วลองชิมใหม่อีกที ทำให้รู้ว่าถั่วแขกนั้นนุ่มหอมอร่อยมากเลยค่ะ

จากการที่เมย์ต้องสังเวยปากระเบิดไปอีกหลายครั้ง ทำให้เดาได้ว่าถั่วแขกแสนอร่อยนั้นต้องถูกทำให้สุกด้วยการนำไปทอด เมย์เลยได้ไอเดียเอามาทำแบบของเมย์เองมั่ง นำถั่วแขกมา 300 กรัม เด็ดหัวเด็ดหางแล้วตั้งน้ำมันท่วมสำหรับทอดให้ได้ 170 องศาเซลเซียส ทอดถั่วจนสุกนิ่มแต่ยังเขียวอยู่ ระหว่างนั้นใส่น้ำมัน 1 ช้อนชาลงในกระทะอีกใบ ผัดกับกระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ ขิงสับ 1/4 ช้อนชา พอหอมให้ใส่พริกแดง 2 เม็ดหั่นหยาบลงไป รอสักแป๊บหนึ่งก็ใส่น้ำพริกเผาจีน (แบบมีเต้าเจี้ยว) หรือน้ำพริกเผาไทยลงไป 1/2 ช้อนชา ผัดให้ผสมกันแล้วใส่ถั่วลงไปคลุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวนิดหน่อย

ก่อนจะรีบชิมขอเตือนอีกครั้งนะคะด้วยความหวังดีว่า ถั่วแขกนี้ทั้งเผ็ดทั้งร้อนเลยนะฮ้า…แต่อร่อยคุ้มค่าจ้า

อาหารประจำบ้าน

น้ำมัน ซีอิ๊วขาว

ตู้กับข้าว

กระเทียม พริกแดง ขิง ถั่วแขก

รสชาติของชีวิต

น้ำพริกเผาจีน



เปิด 10 เทรนด์อาหาร 2009 ยุคเศรษฐกิจถดถอย สุขภาพ-ขนาดเล็กลงมาแรง


ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบต่อจำนวนเงินในกระเป๋าเข้าอย่างจัง อาหาร แม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์กลับต้องอยู่ในภาวะจำเป็นต้องเลือกด้วยเช่นกัน

ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ จึงพุ่งเป้าไปที่อาหารที่พวกเขามองว่าจำเป็น และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเท่านั้น ถึงจะสามารถสร้างและรักษายอดขายไม่ให้ตกกว่าเดิมได้

“ระยะซบเซาของธุรกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก และการชะลอทางธุรกิจได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์หลัก และแฟชั่นอาหาร”

“ในช่วงที่ยากลำบาก ปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ผู้บริโภคสนใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่ม คือ ประโยชน์ที่จะได้รับจากอาหาร และที่สำคัญพวกเขาต้อง ‘รู้สึก’ ถึงประโยชน์จากอาหารได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่ได้จ่ายไป” จูเลียน เมลเลนทิน หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเทรนด์อาหาร ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มของ “10 เทรนด์อาหารและสุขภาพในปี 2009”

บทความเรื่อง “10 เทรนด์อาหารและสุขภาพในปี 2009” ที่บันทึกโดยจูเลียน เมลเลนทิน เป็นรายงานประจำปีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด เพราะได้รวบรวมเทรนด์อาหารเพื่อใช้ในการคิดค้นกลยุทธ์ในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม โดยพุ่งเป้าไปที่เทรนด์ระยะยาวเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ความนิยมที่มีในระยะสั้น

ปีที่ผ่านมา จูเลียนได้วิเคราะห์ว่าอาหารสุขภาพจะเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการสูงสุดทั่วโลก และ “Premiumization” จะกลายเป็นมาตรฐานของอาหารสุขภาพที่สามารถอัพราคาจากอาหารปกติได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มแม้แต่น้อย

แต่ท่ามกลางภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบัน แค่ความเป็นพรีเมียมเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถเรียกความสนใจจากผู้บริโภคได้อีกต่อไป แต่ต้องในแง่ “Feel the benefit” ด้วย

Premium + Benefit = Value-for-money

ความสำคัญของ “Feel the benefit” ถูกเน้นย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ จากแบรนด์อาหารที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และดูเหมือนว่าความสำคัญของจุดนี้เพิ่มมากเรื่อยๆ เมื่อผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าเดิม

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ “Feel the benefit” ได้อย่างชัดเจน คือ เครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy drinks) และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการช่วยย่อยอาหาร (Digestive Health) และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดที่ทั้งสองกลายเป็นเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอาหารเพื่อสุขภาพทั่วโลกในปัจจุบัน

ตลาดเครื่องดื่มพลังงานในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และยังคงเติบโตปีละ 10% ขณะเดียวกัน แบรนด์ฟังก์ชันนอล ฟู้ด 10 อันดับแรกในญี่ปุ่นก็เป็นเครื่องดื่มให้พลังงาน และอาหารที่ช่วยระบบย่อยอาหารด้วยเช่นกัน โดยมี Otsuka’s Oronamin C เป็นฟังก์ชันนอลแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

เครื่องดื่มให้พลังงานให้ประโยชน์ที่เห็นผลได้ในทันทีเพียงแค่ช็อตเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 20 ที่ต้องการปาร์ตี้ตลอดทั้งคืน ซึ่งพวกเขาเป็น Loyal Customers ของ Red Bull

สินค้าที่ช่วยระบบย่อยอาหารก็มีข้อได้เปรียบเช่นเดียวกับเครื่องดื่มให้พลังงาน ด้วย Probiotic (เชื้อจุลินทรีย์ที่มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารในลำไส้เล็ก) และ Fiber ทำให้คนที่ได้ลองทานไปรู้สึกถึงประสิทธิภาพได้อย่างทันที จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์อย่างเช่น Activia หรือ Actimel ประสบความสำเร็จทั่วโลก

ในทางกลับกัน สินค้าที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นถึงผลที่ได้จากผลิตภัณฑ์อาจต้องประสบกับความลำบากได้ เมลเลนทินได้ยกตัวอย่างเช่น นมที่เติมส่วนผสมของ Omega-3

“ในออสเตรเลีย ยอดขายของนมที่เติมส่วนผสม Omega-3 ตกลงอย่างมาก ในบางกรณีตกลงกว่า 33% ในหนึ่งปี Omega-3 เป็นสารอาหารที่สำคัญ เพียงแต่ว่าไม่สามารถให้ประโยชน์ที่คุณสามารถเห็น หรือรู้สึกได้”

จัดระเบียบเมนูอาหารใหม่

สำหรับธุรกิจร้านอาหารไม่ว่าจะเป็น Quick Service Restaurants หรือ Fine Dining ล้วนแต่ต้องจัดระเบียบเมนูอาหารใหม่เพื่อรองรับพฤติกรรมรัดเข็มขัดของผู้บริโภคในปี 2009 ทั้งสิ้น

งบประมาณที่ลดลง ก็เท่ากับเส้นรอบเอวที่เล็กลง ปี 2009 จึงกลายเป็นปีแห่งการ “ตัด” และ “หั่น” งบการทานอาหารนอกบ้าน ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องการฟื้นฟูสุขภาพเพื่อให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต

การจัดระเบียบเมนูอาหารใหม่ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

Shareable Menu ที่นำเสนออาหารหลากหลายประเภทในรูปแบบขนาดพอดีคำ ที่มาพร้อมไวน์ที่เสิร์ฟเพียงแค่ครึ่งแก้ว กำลังเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยประหยัดงบในกระเป๋าสตางค์ และไม่ทำลายช่วงเวลาไดเอ็ตอีกด้วย

Seasonal menu เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่จะช่วยดึงให้ผู้บริโภคออกมาทานอาหารนอกบ้านได้ และที่สำคัญยังช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้

ต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมองเป็นโอกาสนำมาจับคู่กับความต้องการสินค้าสดใหม่ของผู้บริโภค ผลิตออกมาเป็นเมนูเฉพาะเทศกาลที่ใช้วัตถุดิบที่มีในช่วงนั้นเป็นส่วนผสมหลักก็จะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้ไม่ยาก ซึ่งในบางครั้งการมีเมนูอาหารเดิมๆ ยาวนานเป็นเดือน หรือปี โดยที่ไม่มีอะไรใหม่ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอีกต่อไป

Farm-To-Table Cuisine หนึ่งเทรนด์ฮิตในปี 2009 สำหรับร้านอาหาร เพราะผู้บริโภคปัจจุบันมักมีความสงสัยและอยากรู้ว่า อาหารที่พวกเขาบริโภคมาจากไหน อาหารถูกเตรียมอย่างไร และใครเป็นผู้เตรียมอาหารนั้น ซึ่งหากร้านใดนำเสนอเมนู Farm to table ได้มาก ก็อาจเป็นตัวเลือกร้านอาหารอันดับแรกๆ ของผู้บริโภค

และที่สำคัญ การทานอาหารในปัจจุบันของคนส่วนใหญ่ไม่ได้แบ่งตามช่วงเวลาอีกต่อไป ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งกับที่ และมีตารางเวลาที่ไม่อาจคาดเดาได้ การนำเสนออาหารชุดตามช่วงเวลา อย่างเช่น ชุดอาหารเช้า อาหารกลางวัน และอาหารเย็น จึงไม่ใช่คำตอบของผู้บริโภคอีกต่อไป

การนำเสนอชุดอาหารในช่วงเวลาที่ยืดหยุ่น และเปิดให้ดึกขึ้นกว่าเดิม จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกเดินเข้าร้านอาหาร

10 เทรนด์ธุรกิจอาหารในปี 2009

1. Digestive Health เทรนด์แห่งโอกาสในการทำตลาด
2. Feel the benefit สิ่งที่คอนซูเมอร์ต้องการมากที่สุด
3. Weight Management ควบคุมอาหารสำคัญกว่าลดน้ำหนัก อาหารที่จะทำให้คุณทานน้อยลง
4. Energy ตลาดใหม่ที่ยังไปได้อีกไกลในอนาคต
5. Naturally Healthy อีกจุดขายสำคัญของอาหาร
6. Fruit อนาคตของอาหารเพื่อสุขภาพ
7. Kids Nutrition สารอาหารสำหรับเด็ก
8. Healthy Snack ของทานเล่นเพื่อคนรักสุขภาพ
9. Ultra loyal consumer กลุ่มลูกค้าที่ช่วยให้แบรนด์ผ่านพ้นช่วงซบเซาได้
10. Packaging Innovation ตัวช่วยอัพราคาสู่พรีเมียม

วันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

ไม่จำกัด “ช็อกโกบานาน่า”

สาวๆ สมัยนี้ทุกคนจะต้องผ่านการไดเอตมาก่อนทั้งนั้น แต่ละคนก็มีวิธีของตัวเอง แล้วแต่ว่าจำกัดอาหารแบบไหน จำกัดไขมัน จำกัดแป้ง หรือจำกัดพลังงานแคลอรี ในสาวๆ ที่เคยคุยมานั้นก็จะเคยผ่านการระเบิดและโกงข้อจำกัดของการไดเอตมาแล้วทั้งนั้น ถ้าคุณพบเจอคนไหนที่ไม่เคยก็ช่วยแนะนำให้เมย์รู้จักบ้างซิคะ เผื่อเธอจะใจดีบอกเคล็ดลับให้เราบ้าง

เมย์เป็นคนที่หลงใหลรสชาติของกล้วยหอมและ

ช็อกโกแลตมากๆ และหลายๆ ครั้งก็เป็นอาหารที่อยากกินที่สุดตอนไดเอต เมย์มีเพื่อนสุดเลิฟเคยสอนเค็กไว้ว่า เราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองอยากหรือบังคับตัวเองมากเกินไป เพราะจะทำให้เราเสี่ยงต่อการระเบิดมากขึ้น เพราะฉะนั้นทุกอาทิตย์ เราจะสามารถทานอาหารที่ต้องการมากๆ ได้ 1 ครั้ง เพื่อให้เราสามารถจำกัดอาหารได้ตลอดทั้งอาทิตย์ต่อไป อาหารไม่จำกัดของเมย์เป็น “choccobanana sandwich” แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ให้เลือกทำทานตามความอ้วนผอมของตัวเองนะคะ

1.แบบเต็มสตีม - สำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นวิกฤต, ต้องการทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ให้เอาขนมปังขาวออกมา 1 แผ่น ตัดกล้วยหอม 1/2 ลูกออกเป็นแว่นๆ ใส่ลงไป ตามด้วยช็อกโกแลตแท่ง 30 กรัม (ประมาณ 4 บล็อก ถ้าบิออกมาจากช็อกโกแลตแท่ง) ปิดทับด้วยขนมปังอีกแผ่น ทาเนยด้านนอกให้ทั่ว ใส่เนย 1 ช้อนชา ลงในกระทะไม่ติดวางแซนด์วิชลงไป ทอดด้วยไฟอ่อนจนเหลืองทั้ง 2 ด้าน

2.แบบปานกลาง - สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการไขมันมาก ให้ทำแซนด์วิชช็อกโกบานาน่าแบบเดิม แต่ไม่ทาเนยเลยแล้ววางลงบนกระทะไม่ติด (ไม่ใส่เนยอีกเหมือนกัน) ปิ้งจนขนมปังกรอบและช็อกโกแลตละลาย

3.แบบผอมสุด - ไม่ใส่เนยและไม่มีคาร์โบไฮเดรต ปอกกล้วย 1/2 ลูก ผ่าตรงกลางให้เหมือนขนมปัง hot dog ใส่ช็อกโกแลต (เป็นไปได้ให้ใช้ช็อกโกแลตดำแบบไม่มีครีมนะคะ) ตรงกลาง ห่ออะลูมิเนียมฟอยล์ใส่เตาอบจนช็อกโกแลตละลายและกล้วยส่งกลิ่นหอม

เลือกทำทานตามที่โอกาสอำนวยแล้วกันนะคะ

อาหารประจำบ้าน

เนย

ตู้กับข้าว

กล้วยหอม ขนมปังปอนด์

รสชาติของชีวิต

สารพัดสูตรหมูสับปลาเค็ม

ปลาเค็มชิ้นเล็กนี้ดเดียวก็มีกลิ่นและรสที่เข้มข้นพอทำอาหารทานได้ทั้งจานแล้ว อย่างอาทิตย์ก่อนที่เราทำข้าวผัดปลาเค็มกับไก่ไปคงจะทำให้มีเนื้อปลาเค็มเหลืออยู่ไม่น้อยเลย เราจะนำปลาเค็มที่เหลือไปผัดข้าวผัดอีกหรือผัดเป็นคะน้าปลาเค็มก็ได้ แต่ถ้าเบื่อกันแล้วเมย์ขอแนะนำให้ลองทำ “หมูสับปลาเค็มนึ่ง” อีกอย่างค่ะ

เมย์เลือกใช้ปลาอินทรีเค็มแล้วนำมาแกะเนื้อให้ได้ 100 กรัม แล้วบิเป็นชิ้นเล็กแล้วผสมกับเนื้อหมูสับหยาบ 300 กรัม กระเทียมสับ 2 ช้อนชา ขิงหั่นฝอย 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้งหมดมาสับรวมกันพอเข้าเนื้อ สำหรับสูตรดั้งเดิมนั้นจะให้เอาส่วนผสมไปแผ่บางๆ บนจานทนความร้อน (ให้คิดถึงเนื้อปลาทรงเครื่องที่แผ่มาในถาดตามร้านสุกี้ไว้) แล้วนำไปนึ่ง 20 นาที จนสุก

สำหรับสูตรใหม่นั้นเมย์ไปติดใจมาจากทานร้านจีนที่เพิ่มรากบัวสับไปด้วยค่ะ เพราะทานแล้วอร่อยไม่รู้สึกหนักเท่าสูตรเดิม เมย์เลยลองมาปรับสูตรใหม่นี้ให้ใช้หมูสับแค่ 350 กรัม แล้วใส่รากบัวสับหรือแคร์รอตเข้าไปอีก 80 กรัม แล้วค่อยนำไปนึ่งตามวิธีเดิมค่ะ

พอครบกำหนด 20 นาที ยกออกจากลังถึงนั้นกลิ่นจากปลาเค็มจะหอมฟุ้งยั่วน้ำลายเลยล่ะค่ะ ให้เสิร์ฟหมูสับปลาเค็มที่นึ่งออกมาร้อนๆ ในจานเดิมเลย โรยน้ำมันงา ต้นหอมซอยและพริกชี้ฟ้าแดงซอย ทานกับข้าวสวยร้อนๆ

เกือบลืมแนะ… ส่วนผสมหมูสับปลาเค็มนี้นำไปทอดทานก็อร่อยเหมือนกันค่ะ ให้ใส่น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะในกระทะไม่ติด แผ่ส่วนผสมเป็นแผ่นบางๆ เหมือนเดิม ทอดไฟกลางจนสุกเหลืองทั้งสองด้าน

วันนี้เราได้สูตรหมูสับปลาเค็มถึง 6 แบบด้วยกัน มีทางเลือกแยะอย่างนี้ต้องลองทำดูแล้วล่ะค่ะว่าคุณจะชอบแบบนึ่งหรือทอด สูตรดั้งเดิมหรือสูตรใหม่

อาหารประจำบ้าน

กระเทียม ขิง น้ำมันงา

ตู้กับข้าว

หมูสับ แคร์รอต ต้นหอม พริกชี้ฟ้าแดง

รสชาติของชีวิต

ปลาอินทรีย์เค็ม รากบัว

“เพื่อคนตาโต” ข้าวผัดปลาเค็มกับไก่

คุณเคยหุงข้าวตอนหิวๆ บ้างไหมคะ ? ถ้าคุณเคย คุณจะเข้าใจว่าเมย์พูดถึงอะไรอยู่ การหุงข้าวตอนหิวนั้นทำให้คนเราตาโตหุงข้าวเกินพิกัดทุกที แล้วข้าวค้างคืนนั้นไม่ค่อยหอมอร่อยเหมือนข้าวหุงใหม่ๆ ซะด้วย เมย์พอจำได้ลางๆ ว่า มีคนเคยบอกว่าการทำข้าวผัดให้อร่อยนั้นต้องใช้ข้าวเย็นค้างคืนถึงจะได้ข้าวผัดที่อร่อยไม่แฉะ ก็เลยลองเอามาทำข้าวผัดแทนจะได้ไม่เสียของ การทำครั้งแรกๆ ก็ไม่อร่อยนักหรอกค่ะ แต่เราก็ต้องมีพัฒนาการกันเรื่อยๆ ลองผิดลองถูก เมย์ยึดคติที่ว่าทำหลายๆ หน ลองไปเรื่อยๆ จะได้รสมืออร่อยถูกใจเอง

ข้าวผัดเมย์นั้นมีหลายชนิดทั้งแบบไทยที่ทานกับน้ำปลาพริกมะนาว ข้าวผัดปาเอญ่าสเปน หรือแบบจีน สำหรับข้าวผัดปลาเค็มกับไก่จานนี้เมย์ไปติดใจจากร้านอาหารจีนมาก่อนแล้วค่อยมาลองทำเองให้ถูกใจอีกที ถ้าจะทำให้อร่อยสมบูรณ์แบบจริงๆ ต้องทำพริกน้ำมันหอมๆ ทานด้วยกัน เพราะความอร่อยนั้นแตกต่างกันจริงๆ

สำหรับการผัดข้าวเพื่อไม่ให้ติดกระทะนั้น เพื่อนคนจีน

ของเมย์เคยสอนเคล็ดลับไว้ คือต้องใส่น้ำมันลงไปซัก 50 มิลลิลิตร กลอกให้เคลือบกระทะจนทั่ว ตั้งไฟจนร้อนค่อยเทน้ำมันนี้ทิ้งไป ใส่น้ำมันใหม่ลงไป 1 ช้อนโต๊ะ พอร้อนแล้วใส่ปลาเค็ม 20 กรัม ลงไปผัดให้หอมแล้วใส่เนื้อไก่หั่นเต๋า พอสุก 50% จึงใส่ก้านคะน้าหั่นเต๋าลงไป 20 กรัม (บางทีเค็กจะใช้ก้านบร็อกโคลี่ที่นำดอกไปใช้หมดแล้วแทน) ผัดต่อไปอีกแป๊บจึงใส่ข้าวสุก 1 ถ้วย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว 1/4 ช้อนชา น้ำตาล 1 หยิบมือ พริกไทยขาว 1/4 ช้อนชา พอคลุกจนทั่วแล้วให้ผลักข้าวไปกองไว้ข้างหนึ่งของกระทะ ใส่น้ำมันอีก 1 ช้อนชา ลงไปบนกระทะด้านที่ไม่มีข้าว ตอกไข่ลงไป 1 ฟอง คนให้ไข่สุก 50% แล้วกลบด้วยข้าวผัดต่อจนสุกหอม

เครื่องปรุงอีกอย่างที่เมย์ชอบทานกับข้าวผัดปลาเค็มนี้ คือพริกน้ำมันค่ะ ซึ่งวิธีทำนั้นก็ไม่ยาก ให้ตักพริกขี้หนูป่น 1 ช้อนโต๊ะ กับงา 1/2 ช้อนชา ใส่ถ้วยทนความร้อนไว้แล้ว นำน้ำมัน 100 มิลลิลิตร ตั้งจนร้อนแล้วเทลงไปในชามพริกป่นจะฟู่ขึ้นมาเหมือนภูเขาไฟระเบิด นำไปตั้งโต๊ะให้คนตักทานตามชอบ จะให้เผ็ดแค่ไหนก็ใส่เองเลยค่ะ

อาหารประจำบ้าน

น้ำมัน น้ำตาล พริกป่น ซีอิ๊วขาว พริกไทย พริกขี้หนู งา

ตู้กับข้าว

เนื้อไก่ ก้านบร็อกโคลี่ ข้าวสุก ไข่ไก่

รสชาติของชีวิต

ปลาเค็ม (ปลาอินทรี)